New Venture and Entrepreneurship for Information Technology
โลโก้
bin scan เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการคัดแยกขยะ โดยจะมีตัวสแกนในตัวถ้าเกิดเราทิ้งขยะผิดถังถังจะส่งเสียงเตือนว่าเราทิ้งขยะผิดประเภท ทำให้เรารู้ว่าขยะที่เราจะทิ้งเป็นประเภทไหน ควรทำการทิ้งในถังใด
สื่อที่ใช้เป็นรูปครอบครัวถังขยะ ทำให้แสดงให้เห็นถึงความสะอาดในครอบครัวถ้าครอบครัวเราสะอาดทุกอย่างในครอบครัวเราก็จะดีตามมา ถ้าเรารู้จักจัดการขยะก็จะทำให้ การจัดการขยะทำได้ง่ายต่อผู้จัดการ และภาระหน้าที่ไม่หนักจนเกินไป
ผู้นำ 6 Style ที่ข้าพเจ้าเลือก
Affiliative Leadership เป็นรูปแบบของผู้นำที่มองถึงความรู้สึกของผู้ตาม มุ่งเน้นที่ความสุข
ความเป็นกันเองและความสบายใจ
เป็นลักษณะของผู้นำที่เข้ามาช่วยเวลาที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเพื่อดึงคนให้เข้าหากัน
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นรูปแบบของผู้นำที่ควรถูกนำมาใช้ในเวลาที่มีความขัดแย้งหรือความเครียดเกิดขึ้นในองค์กร
เพราะทำให้ผู้ตามรู้สึกถึงความเป็นกันเอง เวลามีปัญาหาไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาให้การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือตั้งรับได้ทันเวลา และให้ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นครอบครัว ถ้าคนมีใจให้กับที่ไหน ก็จะสามารถอยู่ที่นั้นได้นานๆ และสนุกกับมัน
เพราะทำให้ผู้ตามรู้สึกถึงความเป็นกันเอง เวลามีปัญาหาไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาให้การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือตั้งรับได้ทันเวลา และให้ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นครอบครัว ถ้าคนมีใจให้กับที่ไหน ก็จะสามารถอยู่ที่นั้นได้นานๆ และสนุกกับมัน
หลังจากที่ฟังพี่ทัศนีย์ รุ่นพี่ของเราแล้ว ท่านคิดว่ามีประเด็นกี่ด้านและเป็นอย่างไรบ้าง หากว่าท่านจะประยุกต์ใช้กับการเป็นผู้ประกอบการควรจะทำอย่างไร
หลังจากที่ได้ฟังพี่ทัศนีย์ ทำให้เราเห็นถึงปัญหาต่างๆไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเข้าสังคม ปัญหาการทำงาน จะเห็นได้ว่าเราจะถูกทดสอบทั้งสภาพใจ และการทำงาน ทำให้เราถูกบีบคั้น และไม่ต้องการผู้นำที่ไม่มีความยุติธรรม จึงทำให้พี่ต้องหันมาเป็นผู้ประกอบการ โดยทำงานด้านกราฟฟิก ทำให้พี่ทำงานได้โดยไม่ถูกบีบคั้นด้านจิตใจ ทำให้ทำงานได้ง่าย ได้ทำงานตามที่ได้เรียนมา ช่วงแรกอาจลำบากอยู่บ้างเพราะยังหาตลาดงานไม่ได้ แต่พอได้ไปอยู่ในสภาพแวลล้อมการทำงาน ก็เริ่มมีรายได้คงที่ คุณภาพการทำงานทำให้มีลูกค้าชอบใจ เริ่มสั่งงานหรือหางานให้โดยการบอกต่อๆกัน และพี่ก็ได้มีการพัฒนาการทำงานให้แตกต่างจากพวกที่ทำงานด้วยกัน เพื่อเพิ่มลูกค้าและให้ลูกค้าจดจำเราได้อย่างชัดเจน
กฏหมายมีความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไร
ปัจจุบันได้มีกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศออกมาประกาศใช้แล้ว 1 ฉบับคือ พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2545 ซึ่งได้รวมเอากฎหมายพานิชย์อิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้าไว้ด้วยกัน โดยกฎหมายดังกล่าวและมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวผู้กระทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เพราะกฎหมายดังกล่าวได้ระบุเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้าไว้ด้วย (เดิมปรับใช้จากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)
ประเด็นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็คือ การพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้เข้าใจในเบื้องต้น และศึกษาถึงธรรมเนียมประเพณีและสังคมการพาณิชย์ของไทย รวมทั้งปัญหาต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย
สภาพปัญหาในปัจจุบันคือ กฎหมายไทยไม่เพียงพอที่จะให้ความคุ้มครองทางอิเล็คทรอนิกส์ ทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนไม่มั่นใจในการทำการค้าทางอิเล็คทรอนิกส์ เพราะเหตุความไม่มีประสิทธิภาพของระบบและโครงสร้าง ความไม่มั่นใจจากการถูกรบกวนและแทรกแซงจากบุคคลภายนอกผู้ไม่หวังดี รวมถึงความหวาดกลัวต่อการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีมากในประเทศของเรา
ประกอบกับผู้ใช้งานยังมีความกังขาในข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่เกิดจากการพานิชย์อิเล็คทรอนิกส์ว่าจะมีผลผูกพันเพียงใด ทั้งจะมีการยอมรับการสืบพยานในศาลได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบการทำธุรกรรมในประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ด้วยความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำนักงาน อัตโนมัติ ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารเพื่อการประกอบกิจการงานและการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเทคโนโลยีเอื้อประโยชน์ ต่อการทำงานด้านต่าง ๆ ทำให้มีผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ การมีกฎหมายจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce E-Business) โดย ที่นานาชาติที่พัฒนาแล้วต่างพัฒนากฎหมายของตนเอง โดยเน้นความเป็นสากลที่จะติดต่อค้าขายระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศเช่นกัน
หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของสถานการทำงานขององค์กรทั่วไป ทุกองค์กรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสารสนเทศ มีความพยายามที่จะลดการใช้กระดาษเอกสาร หันมาใช้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แทน และนำมาแลกเปลี่ยน (EDI) กันได้ง่าย ขณะเดียวกันการดำเนินการทางธุรกิจ เช่น การฝากถอนเงินอัตโนมัติ การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ การติดต่อสื่อสารแบบไร้พรมแดน มีการซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการบริหารรายการย่อยขององค์กร ผ่านทางเครือข่าย มีการทำงานระบบออนไลน์ ที่สามารถเปิดบริการการทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ล้วนมีกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของตน แล้ว สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเป็นผู้ร่าง มีการกำหนดกฎหมายที่จะร่างทั้งสิ้นหกฉบับ
ฟังบรรยายประสบการณ์จาก วิทยากรพิเศษ (พี่ถาวร)
เมื่อได้ฟังการบรรยายของพี่ถาวรทำให้เห็นถึงความแตกต่างของการทำงานในรูปแบบของลูกจ้างและการทำงานในรูปแบบของเจ้าของกิจการทำให้ผมเห็นแนวคิดอะไรหลายๆอย่างเช่น
-ทักษะความรู้ ความสามารถที่เพียงพอที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจนั้นอยู่รอด การที่เรามีเงินทุนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ต้องวัดกันที่ฝีมืออีกด้วย พี่ถาถรทำให้สิ่งที่พี่เรียนมาแล้วนำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ทำการประกอบอาชีพ
-เรื่องปัญหาและอุปสรรคจึงเป็นเสมือนเงาตามตัวในการดำเนินธุรกิจของทุกบริษัท ซึ่งปัญหาอาจหนักบ้างในบางเวลาหรือเบาบ้างในบางสถานการณ์ก็แล้วแต่อุปสรรคในขณะนั้น ประสบการณ์และความรู้มีส่วนช่วยอย่างมากในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ธุรกิจที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่ๆ จะมีปัญหาที่สร้างความหนักอกหนักใจให้พี่ถาวรเป็นอย่างมาก อาจด้วยเพราะความเป็นมือใหม่ขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและองค์ประกอบทางด้านอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เอื้ออำนวย
-ปัญหาที่เกิดขึ้นแม้จะแก้ไขได้ยากเย็นและต้องใช้ความอดทนสูงมากขนาดไหนก็ตาม มันก็คือบททดสอบที่ดีที่สุดของพี่ถาวรว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะเดินขึ้นไปยังจุดที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งหากเราสามารถเอาชนะปัญหาดังกล่าวได้ก็คงไม่มีอะไรที่มาทัดทานความสำเร็จในอนาคตได้อย่างแน่นอน
สุด้ายที่สิ่งที่พี่ถาวรพยามบอกพวกเราคือการเรียนรู้ปัญหาตั้งแต่ต้นถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับกิจการ
-ทักษะความรู้ ความสามารถที่เพียงพอที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจนั้นอยู่รอด การที่เรามีเงินทุนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ต้องวัดกันที่ฝีมืออีกด้วย พี่ถาถรทำให้สิ่งที่พี่เรียนมาแล้วนำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ทำการประกอบอาชีพ
-เรื่องปัญหาและอุปสรรคจึงเป็นเสมือนเงาตามตัวในการดำเนินธุรกิจของทุกบริษัท ซึ่งปัญหาอาจหนักบ้างในบางเวลาหรือเบาบ้างในบางสถานการณ์ก็แล้วแต่อุปสรรคในขณะนั้น ประสบการณ์และความรู้มีส่วนช่วยอย่างมากในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ธุรกิจที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่ๆ จะมีปัญหาที่สร้างความหนักอกหนักใจให้พี่ถาวรเป็นอย่างมาก อาจด้วยเพราะความเป็นมือใหม่ขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและองค์ประกอบทางด้านอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เอื้ออำนวย
-ปัญหาที่เกิดขึ้นแม้จะแก้ไขได้ยากเย็นและต้องใช้ความอดทนสูงมากขนาดไหนก็ตาม มันก็คือบททดสอบที่ดีที่สุดของพี่ถาวรว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะเดินขึ้นไปยังจุดที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งหากเราสามารถเอาชนะปัญหาดังกล่าวได้ก็คงไม่มีอะไรที่มาทัดทานความสำเร็จในอนาคตได้อย่างแน่นอน
สุด้ายที่สิ่งที่พี่ถาวรพยามบอกพวกเราคือการเรียนรู้ปัญหาตั้งแต่ต้นถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับกิจการ
ทุกครั้งที่เกิดปัญหา นั่นคือโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลง
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปกระยุกต์ใช้เพื่อการปรับตัวเข้าสู่สมาคมอาเซียน
เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร (Information Technology and Communication-ICT) ในภูมิภาคให้สอดคล้องกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกันในฐานะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นตลาดเดียวกันในอีกไม่นานข้างหน้านี้ และโดยคำนึงว่าอาเซียนจะต้องเตรียมรับกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการเปิดเสรีด้านสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก
กรอบความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและเสริมสร้างขีดความ สามารถในการแข่งขันด้าน ICT ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำด้าน IT ภายในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน รวมทั้งส่งเสริมการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุนด้าน ICT ภายในอาเซียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการลงทุนในด้านนี้ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีด้าน IT เข้ามาสู่ภูมิภาค โดยมีมาตรการที่ครอบคลุมด้านต่างๆ 5 ด้าน คือ
(1) การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสาร (ASEAN Information Infrastructure) ภายในอาเซียนที่สามารถติดต่อเชื่อมโยงถึงกันอย่างทั่วถึงและด้วยความเร็วสูง และพัฒนาความร่วมมือไปสู่การจัดตั้งห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (digital libraries) และแหล่งรวมข้อมูลท่องเที่ยวอิเล็กทรอนิกส์ (tourism portals) รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Internet exchanges) และการให้บริการเชื่อมสัญญาณเครือข่ายข้อมูลอินเตอร์เน็ต (Internet gateways)
(2) การอำนวยความสะดวกให้เกิดความเจริญเติบโตทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการ ออกกฏหมายและระเบียบด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและพัฒนาวัฒนธรรมในการทำธุรกิจโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การยอมรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งกันและกัน การชำระเงินโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
(3) การเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนด้าน ICT ภายในอาเซียน โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะยกเลิกภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้า ICT (เช่น เครื่องประมวลผลอัตโนมัติ เครื่องโทรสาร เครื่องบันทึกเสียงสำหรับโทรศัพท์ ไดโอดและทรานซิสเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า) เป็นต้น ภายในปี 2548 สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ และภายในปี 2553 สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ คือกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมทั้งให้เร่งเปิดเสรีการค้าบริการ และการลงทุนด้าน ICT ภายใต้กรอบความตกลงด้านบริการของอาเซียนและความตกลงว่าด้วยเขต การลงทุนอาเซียน รวมทั้งให้มีการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้า และการประสานพิกัดศุลกากรสินค้า ICT เป็นต้น
(4) การเสริมสร้างความสามารถและพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อประโยชน์ต่อสังคม (e-Society) โดยให้มีการพัฒนาและจัดทำโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ความสามารถด้าน IT ของบุคลากรในอาเซียน ลดความเหลื่อมล้ำด้าน IT ภายในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานด้าน IT อย่างเสรี และส่งเสริมการใช้ IT
(5) ส่งเสริมให้มีการใช้ ICT ในภาครัฐ เช่น การให้บริการ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การอำนวยความสะดวกในเรื่องข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น
ทั้งนี้ ในการลงนามความตกลง e-ASEAN Framework Agreement ในโอกาสประชุม สุดยอดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 4 นี้ นอกจากที่จะมีการลงนามในเอกสารความตกลงตาม รูปแบบปกติแล้ว ผู้นำอาเซียนจะได้ลงนามโดยการใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกันเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของการเริ่มต้นความร่วมมือด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนด้วย
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการพัฒนา e-Thailand เพื่อประสานงานการปฏิบัติตาม e-ASEAN และเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของ ประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นประธานและประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ และผู้แทนจากภาคเอกชนร่วมอยู่ด้วย
กรอบความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและเสริมสร้างขีดความ สามารถในการแข่งขันด้าน ICT ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำด้าน IT ภายในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน รวมทั้งส่งเสริมการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุนด้าน ICT ภายในอาเซียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการลงทุนในด้านนี้ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีด้าน IT เข้ามาสู่ภูมิภาค โดยมีมาตรการที่ครอบคลุมด้านต่างๆ 5 ด้าน คือ
(1) การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสาร (ASEAN Information Infrastructure) ภายในอาเซียนที่สามารถติดต่อเชื่อมโยงถึงกันอย่างทั่วถึงและด้วยความเร็วสูง และพัฒนาความร่วมมือไปสู่การจัดตั้งห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (digital libraries) และแหล่งรวมข้อมูลท่องเที่ยวอิเล็กทรอนิกส์ (tourism portals) รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Internet exchanges) และการให้บริการเชื่อมสัญญาณเครือข่ายข้อมูลอินเตอร์เน็ต (Internet gateways)
(2) การอำนวยความสะดวกให้เกิดความเจริญเติบโตทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการ ออกกฏหมายและระเบียบด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและพัฒนาวัฒนธรรมในการทำธุรกิจโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การยอมรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งกันและกัน การชำระเงินโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
(3) การเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนด้าน ICT ภายในอาเซียน โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะยกเลิกภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้า ICT (เช่น เครื่องประมวลผลอัตโนมัติ เครื่องโทรสาร เครื่องบันทึกเสียงสำหรับโทรศัพท์ ไดโอดและทรานซิสเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า) เป็นต้น ภายในปี 2548 สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ และภายในปี 2553 สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ คือกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมทั้งให้เร่งเปิดเสรีการค้าบริการ และการลงทุนด้าน ICT ภายใต้กรอบความตกลงด้านบริการของอาเซียนและความตกลงว่าด้วยเขต การลงทุนอาเซียน รวมทั้งให้มีการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้า และการประสานพิกัดศุลกากรสินค้า ICT เป็นต้น
(4) การเสริมสร้างความสามารถและพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อประโยชน์ต่อสังคม (e-Society) โดยให้มีการพัฒนาและจัดทำโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ความสามารถด้าน IT ของบุคลากรในอาเซียน ลดความเหลื่อมล้ำด้าน IT ภายในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานด้าน IT อย่างเสรี และส่งเสริมการใช้ IT
(5) ส่งเสริมให้มีการใช้ ICT ในภาครัฐ เช่น การให้บริการ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การอำนวยความสะดวกในเรื่องข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น
ทั้งนี้ ในการลงนามความตกลง e-ASEAN Framework Agreement ในโอกาสประชุม สุดยอดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 4 นี้ นอกจากที่จะมีการลงนามในเอกสารความตกลงตาม รูปแบบปกติแล้ว ผู้นำอาเซียนจะได้ลงนามโดยการใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกันเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของการเริ่มต้นความร่วมมือด้านอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนด้วย
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการพัฒนา e-Thailand เพื่อประสานงานการปฏิบัติตาม e-ASEAN และเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของ ประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นประธานและประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ และผู้แทนจากภาคเอกชนร่วมอยู่ด้วย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

